Taifreedom

บทความพิเศษ ซะตากรรมเด็กกำพร้า PDF Print E-mail
Written by Administrator   
Wednesday, 21 July 2010 16:02

โดย คาเซ ณ คาเรน

หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันที่ 18 กรฎาคม 2553

ชะตากรรมเด็กกำพร้า

บนดอยไตแลง

                ดอยไตแลงยามนี้ จึงไม่ใช่เป็นเพียงแค่ฐานทัพของกองกำลังกู้ชาติไทใหญ่เท่านั้น

                ยังเป็นชุมชนบนเขาสูงที่ทอดยาวยื่นออกไป สองฟากของถนนดินลูกรังที่ผ่ากลางสันดอย จึงมองเห็นทั้งค่ายทหาร หมู่บ้าน วัด โรงเรียน โรงพยาบาล และหอพักเด็กกำพร้า ตั้งอยู่เรียงรายตามสันเขาแห่งนี้

                นับตั้งแต่รัฐบาลทหารพม่า ดำเนินนโยบายโยกย้ายชาวไทใหญ่ ในปี 2539 เพื่อตัดการสนับสนุนด้านเสบียงอาหารและกำลังคน ให้กองกำลังไทใหญ่ SSA ที่ไม่ยอมวางอาวุธ ผู้อพยพไทใหญ่ บนดอยไตแลงแห่งนี้ ก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ นโยบายดังกล่าว ก่อให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง เนื่องจากทหารพม่า จะบังคับให้ย้ายจากถิ่นฐานเดิม ถ้าหากพบว่า ยังมีชาวบ้านหลงเหลืออยู่ในหมู่บ้านเดิม ภายหลังวันที่กำหนดไว้ ก็จะยิงทิ้งทันที รวมทั้งได้เผาบ้านชาวบ้านหลายหมู่บ้านในเขตรัฐฉาน เพื่อมิให้ชาวบ้านกลับไปอยู่ในหมู่บ้านเดิมได้อีก ชาวบ้านเหล่านี้ จำเป็นต้องละทิ้งไร่นาและอาชีพของเขาโดยไม่มีวันกลับ

                หลายปีที่ผ่านมา “พลโทเจ้ายอดศึก” ผู้นำกองกำลังไทใหญ่ SSA เข้ามาบุกเบิกพื้นที่บริเวณนี้ จนกลายเป็นฐานที่มั่นใหญ่ที่สุดของกองกำลัง SSA

                ในช่วงปีแรก ๆ ที่นี่มีเพียงทหารไทใหญ่และครอบครัว อาศัยอยู่เพียงไม่กี่หลังคาเรือน

                ทว่าในเวลาต่อมา มีผู้อพยพชาวไทใหญ่ ที่หลบหนีการกดขี่ข่มเหงของกองทัพพม่า มาขอหลบภัยเพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ มีเด็กนักเรียน 800 กว่าคน และมีเด็กกำพร้าหญิงและชายรวมกัน 260 คน

                เด็กกำพร้าบนดอยไตแลง ไม่ใช่แค่เพียงเด็กชาวไทใหญ่เท่านั้น ยังมีเด็กเผ่าลาหู่ ปะหล่อง ปะโอ ที่ทุกคนล้วนมีชะตากรรมไม่ต่างกัน หมู่บ้านถูกเผา พ่อแม่ถูกทหารพม่า ปล้น ฆ่า ข่มขืน ทุกคนต้องหนีตาย จนมาเจอทหารไทใหญ่ พาข้ามห้วย ข้ามดอย มาพักอยู่รวมกันที่นี่ “บ้านพักเด็กกำพร้าบนดอยไตแลง”

                “เมคา” เด็กหนุ่มวัย 16 ปี หนึ่งในสมาชิกบ้านเด็กกำพร้าบนดอยไตแลง เป็นคนหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายกวาดล้าวชาวไทใหญ่ครั้งนี้ เล่าสาเหตุที่เดินทางจากบ้านเกิด บ้านน้ำจ๋าง ในรัฐฉาน

                “ตอนนั้นผมอายุ 17 ปี พ่อของผมถูกจับไปเป็นลูกหาบ แล้วถูกฆ่าในเวลาต่อมา ส่วนแม่ตอนที่ทหารพม่าเข้ามาที่หมู่บ้าน แล้วขับไล่ให้ชาวบ้านออกไปจากหมู่บ้าน ถ้าเป็นผู้หญิงก็จะถูกข่มขืน ถ้าเป็นผู้ชาย ก็จะถูกจับไปเป็นลูกหาบ ชาวบ้านบางคนถูกฆ่าตาย ตอนทหารพม่ามาถึง ทุกคนต่างวิ่งหนีกันชุลมุน ผมพลัดจากแม่และพี่ชายตั้งแต่ตอนนั้น เพราะวิ่งไปคนละทาง หลังจากนั้น ทหารพม่าก็เผาหมู่บ้าน ผมวิ่งหนีไปพร้อมกับชาวบ้าน หลบอยู่ในป่าสาม วัน ไม่ได้กินข้าว นอกจากผลไม้ในป่า หลังจากนั้น ผมไม่ได้เห็นหน้าแม่กับพี่ชายอีกเลย ทหารไทใหญ่ลาดตระเวนมาเจอ แล้วพาเข้ามาพักอาศัยบ้านพักเด็กกำพร้า “ เมฆาย้อยอดีตอันไม่น่าจดจำให้ฟัง

                เด็กกำพร้าส่วนใหญ่กำพร้าพ่อ เนื่องจากถูกจับไปเป็นลูกหาบให้กองทัพพม่า และไม่ได้กลับมาอีกเลย หลายคนเสียชีวิตจากการเหยียบกับระเบิด หลายคนถูกฆ่าทิ้งกลางป่าหลังจากหาบของไม่ไหว คนที่มีโอกาสรอดกลับมา ส่วนใหญ่มักมีสภาพพิกลพิการหรือบาดเจ็บสาหัส ส่วนเด็กที่กำพร้าแม่ มักมีสาเหตุมาจากถูกข่มขืนและฆ่า

                เช่น กรณีของเด็กหญิงแสงมน อายุ 12 ปี สูญเสียทั้งพ่อและแม่ตั้งแต่อายุ 6 ขวบ

                เด็กหญิงเล่าถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นด้วยน้ำตาซึมพร้อมเสียงสะอื้นว่า “พ่อของหนูถูกจับไปเป็นลูกหาบและฆ่าทิ้งไว้กลางป่า หลังจากพ่อตาย ทหารพม่าก็มาที่บ้าน จับหนูและน้อ ๆ มัดไว้ แล้วลากแม่ของหนูเข้าไปเรียงคิวข่มขืนในบ้าน พอข่มขืนเสร็จ ก็ลากแม่ออกมาตรงหน้าพวกหนู ตอนนั้นแม่สลบอยู่ แล้วทหารพม่าคนหนึ่งก็ชักปืนออกมายิงที่หน้าอกแม่แล้วลงบ้านไป พวกหนูร้องไห้อยู่นาน จนมีชาวบ้านผ่านมาได้ยินเสียงและช่วยแก้มัดให้”

                “หลังสูญเสียพ่อและแม่ ก็พลัดพรากจากน้อง ๆ ที่มีญาติรับไปช่วยเลี้ยง ส่วนหนูมาอยู่ที่บ้านพักเด็กกำพร้าบนดอยแห่งนี้ เพื่อเรียนหนังสือ หนูอยากเป็นพยาบาล เพราะจะได้ออกตระเวนรักษาชาวบ้านเมื่อยามเจ็บป่วย ไม่มีโอกาสไปโรงพยาบาล” เด็กหญิงบอกพร้อมพยายามกลั้นเสียงสะอื้นไว้

                แม้ว่าความฝันของเด็ก ๆ บนดอยแห่งนี้ จะกว้างไกลไม่แพ้เด็กจากที่ใดในมุมโลก แต่ดูเหมือน ปลายทางแห่งความฝันที่ดูเลือนรางสิ้นดี อาจจบลงด้วยความจริงที่ว่า ผู้ชายต้องกลายเป็นแรงงานก่อสร้าง ผู้หญิงต้องเป็นเด็กเสิร์ฟตามร้าน หรือถูกขบวนการค้ามนุษย์ขายบริการทางเพศตามซ่องราคาถูก เพราะโรงเรียนบนดอยแห่งนี้ มีชั้นเรียนสูงสุดเพียงแค่ ม.3 เท่านั้น เมื่อไม่มีชั้นเรียนให้เรียนต่อ เด็ก ๆ ก็จะต้องออกไปหางานทำ ซึ่งโอกาสที่จะเลือกเข้ามาเป็นแรงงานเถื่อนในเมืองไทย ย่อมดีกว่าเป็นแรงงานทาสในพม่าอย่างแน่นอน

                เด็ก ๆ เหล่านี้จึงมีความฝันใกล้ ๆ ว่า โรงเรียนบนดอยจะมีชั้นเรียนที่สูงกว่านี้

                ขณะที่กองทัพภาคที่ 3 ของไทย มีนโยบายให้ย้านอาคารเข้าไปอยู่ในเขตรัฐฉาน จากเดิมอยู่ในพื้นที่แนวกันชนระหว่าง ไทยกับพม่า ซึ่งจะปลอดภัย แต่เมื่อขยับเข้าไปอยู่ในพื้นที่รัฐฉาน ราว 500 เมตร โรงเรียนขาดแคลนงบประมาณสำหรับการสร้างอาคารเรียน และหอพักนักเรียนแห่งใหม่

                ในสายตาของกองทัพไทย อาจดูเหมือนขยับเข้าไปอีกนิดเดียว เพื่อรักษาอธิปไตยบนแผ่นดินไทย แต่สำหรับเด็กกำพร้าและผู้อพยพแล้ว “พื้นที่ห่างออกไปเพียงนิดเดียว” นั่นหมายถึง ความปลอดภัยที่ห่างออกไปด้วยเช่นกัน นอกจากการย้านเด็กและผู้อพยพ ยังส่งผลต่อการช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอื่น ๆ ซึ่งเคยได้รับความช่วยเหลือจากองค์กรสิทธิมนุษยชน เนื่องจากตามระเบียบขององค์กรเหล่านี้ จะให้ความช่วยเหลือได้ ก็ต่อเมื่อพื้นที่ปลอดภัยเท่านั้น การย้ายผู้คนเหล่านี้ เข้าไปอยู่ในพื้นที่สู้รบ ย่อมทำการช่วยเหลือถูกตัดขาด ห่างไกลจากความช่วยเหลือจากโลกภายนอกมากยิ่งขึ้น

                “ครูเฮือนฟ้า” ครูที่สอนอยู่บนดอยไตแลงแห่งนี้ เล่าด้วยน้ำเสียงสั่นคลอนว่า ครูที่นี่ เป็นครูอาสาเกือบทั้งหมด การดูแลเด็ก ส่วนใหญ่ให้เด็กช่วยเหลือดูแลกันเอง เด็กที่โตกว่า ก็ให้ช่วยเหลือดูแลเด็กเล็ก ๆ โดยมีครูพี่เลี้ยงช่วยดูบ้าง

                “ตั้งแต่ทหารไทยมีนโยบายให้ย้านบ้านพัก เด็ก ๆ ต้องอยู่อย่างแออัด ตอนนี้เราต้องการอย่างมากมายเลย ไม่ว่าวัสดุอุปกรณ์ในการสร้างอาคารเรียน อุปกรณ์การเรียนการสอน เครื่องนอนให้เด็กกำพร้า งบประมาณที่จะสร้างอาคารใหม่ก็ไม่มี ลำบากมาก” ครูเฮือนฟ้าบอก

                ชะตากรรมของเด็กกำพร้าและผู้อพยพไทใหญ่ เสมือนภาพวาดด้วยความฝันอันงดงามและความหม่นเศร้า ผสมเคล้าด้วยกันบนผืนผ้า จนดูกลมกลืนแยกไม่ออกบนผืนแผ่นดินแห่งนี้ ในแววตาของใครหลายคน แต่ด้วยพลัง ความเชื่อมั่นความหวังที่เปล่งประกาย สามารถกลับสู่อ้อมกอดแผ่นดินแม่ “รัฐฉาน” อย่างเต็มภาคภูมิอีกครั้ง ซึ่งไม่มีใครรู้ว่าจะจบลงอย่างไร

 

หมายเหตุ – ต้องการช่วยเหลือเด็กกำพร้าดอยไตแลง ติดต่อฝ่ายประสานงานองค์กรด้านการศึกษา ร.ร.ดอยไตแลง ได้ที่   This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it  หรือ This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

 

TAI  FREEDOM  NEWS

 

 

 

               

 

R.C.S.S / S.S.A

 

 




 


You are here  :
Free counter and web stats